โกง แค่นี้ไม่ดีตรงไหน

โกง แค่นี้ไม่ดีตรงไหน ?

ถ้าให้ย้อนนึกถึงช่วงเวลาในวัยเรียนที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัยประถม มัธยมต้น หรือมัธยมปลาย เชื่อว่า เรื่องที่เราจะนึกถึงขึ้นมาหลายต่อหลายครั้ง มักจะเป็นเรื่องวีรกรรมวีร ” โกง ” ในห้องเรียนที่ทุกคนต้องเคยผ่านมา

แอบลอกข้อสอบเพื่อน ชะเง้อดูคำตอบของเพื่อนที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ แอบจดคำตอบ สูตร คำศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือเนื้อหาสำคัญลงบนฝ่ามือ บนแขน หรือส่วนอื่น ๆ ที่มันจะหลบซ่อนสายตาคุณครูได้ บางคนสบโอกาส ก็เปิดหนังสือหรือสมุดจดดูคำตอบให้มันชัวร์ ๆ กันซะเลย หรือบางคนใจกล้าถึงขนาดแอบเดินไปดูเฉลยคำตอบบนโต๊ะครู ในจังหวะที่คุณครูเดินออกไปนอกห้อง เรื่องพวกนี้ที่ว่ามา หลายคนทำกันมาแล้วทั้งนั้น บางคนอาจจะเคยทำแค่ครั้งเดียว บางคนทำอยู่บ้างเป็นบางครั้ง และบางคนก็อาจจะทำบ่อย ทำตั้งแต่ประถมจนจบมหาลัย กลายเป็นว่าเชี่ยวชาญเรื่องทริกในห้องสอบมากกว่าวิชาที่เรียนซะอีก

ก็นั่นน่ะสิ แล้วทำไมเราถึงต้องโกงด้วยล่ะ?

โกงแล้วมันดียังไง?

การโกงข้อสอบด้วยวิธีต่าง ๆ นี้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องนึงที่เด็กวัยเรียนแทบทุกคนเคยมีประสบการณ์กันมาแล้วทั้งนั้น จึงน่าสงสัยอยู่เหมือนกันว่า การโกงมันมีอะไรดี โกงแล้วดียังไง ทำไมเราถึงจะต้องยอมเสี่ยง แล้วสิ่งที่เราจะได้จากการโกงคืออะไร

เพื่อน ๆ บางคนเคยเล่าให้ฟังว่า การโกงข้อสอบในสมัยเรียนเป็นเรื่องของการแบ่งงานกันทำ ทำงานเป็นทีม เพราะแต่ละคนมีความถนัดในวิชาต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน เลยแบ่งกันรับหน้าที่ “ต้นฉบับ” ในวิชาที่ตัวเองถนัด และพึ่งพาอาศัยเพื่อนในวิชาอื่น ๆ ในแง่นี้ก็ชัดเจนว่า การโกงข้อสอบจะทำให้เราเหนื่อยน้อยกว่าคนที่ไม่โกง ไม่ต้องอ่านหนังสือครบทุกวิชา แต่ก็จะสามารถทำข้อสอบได้ดีทุกวิชา วิชาไหนที่ไม่ใช่ทางของเรา เราก็ไม่ต้องไปฝืนทำความเข้าใจ เอาเวลามาสนใจและเรียนรู้ในสิ่งที่เรามถนัดอยู่แล้วดีกว่า

ไม่ใช่แค่นั้น การโกงในลักษณะนี้ดูเหมือนจะเป็นการทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้สำเร็จได้เลยทีเดียว ในเมื่อเราไม่ได้เก่งกันทุกวิชา แต่ระบบโรงเรียนบังคับให้เราต้องผ่านการประเมินทุกวิชาแบบนี้ การแบ่งงานกันทำแบบนี้ก็ดูจะตอบโจทย์และแก้ปัญหาได้ดีทีเดียว คน ๆ เดียวที่ไม่สามารถทำข้อสอบทุกวิชาให้ออกมาดีได้ แต่เมื่อมารวมกลุ่มกัน กลับทำให้คนหลายคนทำข้อสอบได้ดีแทบทุกวิชา จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ระบบการโกงที่ว่ามานี้ค่อนข้างจะส่งผลดีมาก ๆ อยู่เหมือนกัน เพราะเป็นเหมือนการนำความสามารถที่แตกต่างมาแบ่งปันกันและกัน ทำให้ทุกคนก้าวข้ามขีดจำกัดในการเรียนของตัวเองไปได้

นอกจากนี้ การโกงข้อสอบยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในกลุ่มเพื่อนฝูง ทำให้เกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การช่วยกันโกง หรือช่วยบอกคำตอบเพื่อนในห้องสอบไม่ได้เป็นแค่ความสัมพันธ์ผิวเผินแบบหวังผลประโยชน์อย่างที่คิด บางคนจำได้ชัดเจนว่า เริ่มสนิทกับเพื่อนคนนี้เพราะเพื่อนช่วยบอกคำตอบในห้องสอบ และจากวันนั้นก็คอยช่วยเหลือกันตลอดมา แม้จะจบการศึกษาและแยกย้ายกันไปแล้ว

ดูไปดูมา การโกงข้อสอบให้ห้องเรียนก็ไม่น่าจะมีปัญหา หรือทำให้ใครเดือดร้อนนี่นา

โกงแล้วมันไม่ดียังไง?

ในสังคมที่ผู้ใหญ่พร่ำบอกเด็ก ๆ ว่า “โตไป ไม่โกง” (แต่ผู้ใหญ่จะทำไม่ทำ จะโกงไม่โกงก็อีกเรื่องนึง เข้าใจมั้ย? ถามอะไรไม่สร้างสรรค์เลย ปั๊ดโถ่!!) การโกงข้อสอบจึงถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่ดีอยู่เสมอ เพราะถือเป็นการบ่มเพาะนิสัยที่ไม่ดี เป็นการเอารัดเอาเปรียบคนอื่น และจะทำให้คุณธรรมในสังคมเสื่อมโทรมลง แต่ถ้าเราลองตัดประเด็นเรื่องจริยธรรมพวกนี้ออกไปก่อน แล้วการโกงมันจะยังเป็นเรื่องไม่ดีอยู่มั้ยนะ?

ว่ากันว่า การกระทำของเราผูกพันกับอนาคตเสมอ สิ่งที่เราทำมา แม้จะแค่เรื่องเล็กน้อย แต่จะส่งผลต่อชีวิตในทางใดทางหนึ่งเสมอ เรื่องการโกงข้อสอบก็เช่นกัน เรื่องนี้อาจจะต้องลองคิดย้อนกลับไปว่า เวลาที่เราต้องโกง เราต้องการอะไร บางคนต้องการให้ได้เข้ามหาลัยดี ๆ อย่างที่ตัวเองและครอบครัวหวังไว้ เลยตัดสินใจโกงข้อสอบ แอบดูคำตอบคนข้าง ๆ แอบจดคำตอบ หรือใช้วิธีการอื่นจนเข้ามหาลัย เข้าคณะในฝันได้สำเร็จ แต่สิ่งที่น่าคิดต่อก็คือ แล้วชีวิตมหาลัยหลังจากนั้นจะเป็นยังไง เพราะความยากจะไม่ได้จบแค่สอบเข้าได้ แต่จะมีบททดสอบทั้งในและนอกห้องเรียนอีกเยอะแยะมากมาย ถ้าเจอการสอบครั้งต่อไปที่ลอกไม่ได้ แอบจดไม่ได้ เราจะทำยังไงต่อ ถ้าเราเข้าคณะนั้นเพราะความคาดหวังของใครบางคน พอเข้าได้แล้ว คนที่ต้องเผชิญปัญหาทั้งหมดคือเราคนเดียว แล้วเราจะพาตัวเองไปได้ตลอดรอดฝั่ง หาวิธีการวิธีโกงไปได้จนเรียนจบมั้ย?

บางคนโชคดี โกงยังไงก็ไม่เคยโดนจับได้ จนในที่สุดก็จบจากคณะดัง มหาวิทยาลัยดีมาได้ด้วยเกรดสวยระดับเกียรตินิยม ผลการเรียนดีในระดับที่ยื่นสมัครงานบริษัทไหน ใคร ๆ ก็อยากรับ แต่ก็เช่นกัน การที่เราสมัครเข้าทำงานได้ ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะทำงานได้แบบไม่มีปัญหา ยิ่งไปกว่านั้น เกรดสวย ๆ อาจจะกลายเป็นแรงกดดันจากเจ้านาย ที่คาดหวังผลงานที่ดีมาก ๆ จากเรา คาดหวังไอเดียที่ขายได้แน่ ๆ ถึงตอนนั้น อาจจะมีทางเดียวคือต้องทำให้สำเร็จ และในโลกการทำงานจริง ๆ การโกงหรือการลอกอะไรซักอย่าง อาจจะส่งผลเสียมหาศาลถ้าถูกจับได้ขึ้นมา ซึ่งในยุคสังคมออนไลน์สมัยนี้ โอกาสที่โกงหรือลอกแล้วจะถูกจับได้มีอยู่เต็มไปหมด

บางคนอาจจะเถียงว่า การโกงเป็นการฝึกคิดหาทางลัด ยิ่งโกงบ่อย ก็ยิ่งเชี่ยวชาญในการหาทางลัดมากขึ้น ซึ่งในโลกการทำงานต้องการทางที่รวดเร็วที่สุดเสมออยู่แล้ว ในแง่นี้ การโกงข้อสอบในสมัยเรียนก็อาจช่วยให้เราหาทางลัดในการทำงานได้ดีจริง ๆ เว้นเสียแต่ว่า เราจะโกงจนติดเป็นนิสัย จนคิดออกแต่ทางลัด คิดออกแต่วิธีการ แต่หาต้นทางและปลายทางไม่เจอ การโกงก็เหมือนการ Adapt หรือปรับแต่งอะไรบางอย่างให้มันมีวิธีการที่ง่ายที่สุด แต่ถ้าวันนึง เราจำเป็นจะต้องคิดเองทั้งหมด วางแผนงานตั้งแต่เริ่มต้น ไม่มีอะไรให้ Adapt มันจะยังเป็นเรื่องง่าย ๆ อยู่มั้ย แล้วเราจะยังหาวิธีการที่ง่ายที่สุดได้อยู่รึเปล่า?

ไม่โกงแล้วมันดียังไง?

นอกจากคำถามที่ว่า “โกงแล้วมันดียังไง?” อีกเรื่องที่น่าคิดก็คือ “ไม่โกงแล้วมันดียังไง?” การอยู่อย่างคนที่เล่นตามเกม เดินตามกรอบ และทำตามกฎ มันส่งผลดีอะไรบ้าง?

อย่างน้อยที่สุด ผลที่ได้จากการไม่โกงคงจะเป็นเรื่องของความภูมิใจในความสำเร็จ ที่เราได้มาด้วยความสามารถและความพยายามของเราจริง ๆ ไม่ต้องพึ่งใคร หรือไม่ต้องเสี่ยงทำอะไรที่มันมีบทลงโทษ ทำข้อสอบได้แค่ไหนก็แค่นั้น สอบได้มหาวิทยาลัยไหน ก็ไม่เป็นไร ไม่มีใครว่า

แต่…

…พ่อแม่บางคนยังคงรอชื่นชมแค่ผลสำเร็จของลูก โดยที่ไม่ได้สนใจวิธีการหรือความถนัดใด ๆ  ความสามารถหรือคุณค่าของลูก ๆ ในวัยมัธยมขึ้นอยู่กับเลขหนึ่งตัวและทศนิยมสองตำแหน่ง ความสำเร็จอยู่ที่ผลลัพธ์ปลายทางเท่านั้น

…ครอบครัวและคนในสังคมยังให้คุณค่ากับสถาบันการศึกษา มากกว่าคุณค่าในตัวคนคนหนึ่ง ชื่อมหาวิทยาลัยเป็นตัวตัดสินความสามารถ ตัดสินอนาคตการทำงาน คนที่ผลการเรียนดีกว่า มาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากกว่า ก็ยังได้รับคำชื่นชมอยู่เสมอ และอาจส่งผลให้ได้ตำแหน่งสูง ๆ กว่าคนอื่นเมื่อถึงวัยทำงาน

…ในเมื่อสังคมเรายังมองการโกงเป็นเรื่องธรรมดา ใคร ๆ ก็ทำ เราโกงเล็กโกงน้อยกันอยู่เป็นประจำ โกงกันตั้งแต่ในห้องเรียน ในที่ทำงาน โกงกันทั่วไปทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนธรรมดา ทั้งคนมีอำนาจ ทั้งคนหาเช้ากินค่ำ ไปจนถึงผู้นำประเทศ โกงนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอให้เป็นคนเก่งและเอาตัวรอดได้ จนความซื่อสัตย์กลายเป็นความซื่อบื้อ เป็นเรื่องของคนที่ไม่ยอมปรับตัวตามระบบ รู้ไม่ทันคนอื่น ความซื่อตรงกลายเป็นแค่ข้อคิดสอนเด็ก เป็นเรื่องในโฆษณาหรือในละครที่พูดกันอยู่ทุกวัน แต่ไม่มีใครคิดจะทำตามอย่างจริงจัง

ก็นั่นน่ะสิ ไม่โกงแล้วมันดียังไง?

เพิ่มเพื่อน