Smart Phone vs Smart Life

เห็นน้อง ๆ หลายคนที่มาเรียนที่ Meganerd ใช้ Smart Phone

ก็ทำให้พี่นึกถึงตัวเองตอนที่อายุเท่ากับน้อง ๆ ขึ้นมาเหมือนกัน

สมัยก่อน ตอนที่พี่ยังเป็นนักเรียนผมเกรียนกางเกงขาสั้น อาจจะเรียกได้ว่า โลกของพี่ตอนนั้นหมุนช้ากว่าตอนนี้อยู่พอสมควร เทคโนโลยีต่าง ๆ ดูเหมือนกำลังจะค่อย ๆ เริ่มพัฒนา แต่ในตอนนั้น ก็ยังไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะมาไกลกันได้ขนาดนี้ ตอนนั้นเราเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ผ่านหนังสือซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะอินเตอร์เน็ตยังช้าอยู่พอสมควร เวลาทำรายงานแต่ละที ก็อาจจะต้องนั่งพิมพ์ข้อมูลในหนังสือ เพ่งมองตัวหนังสือในหน้ากระดาษกันจนปวดหัวปวดตาไปหมด หรือถ้าใครที่รักสบาย อยากจะใช้วิธี Copy และ Paste ก็อาจจะต้องรอโหลดหน้าเว็บแต่ละหน้านานหน่อย และบางคนก็ต้องนั่งทำรายงานให้เสร็จตั้งแต่ที่โรงเรียน เพราะเมื่อก่อน ทุกบ้านก็ไม่ได้มีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวอย่างทุกวันนี้

นอกจากเรื่องเรียนแล้ว ในเวลาพักผ่อนยามว่าง เด็กรุ่นเราก็มีอะไรให้ทำอยู่ไม่กี่อย่าง อาจจะอยู่บ้านดูทีวี นั่งเล่น MSN กับเพื่อน หรือเล่นเกมต่าง ๆ นานา ซึ่งเมื่อก่อน แต่ละบ้านก็อาจจะมีโทรทัศน์ กับคอมพิวเตอร์แค่อย่างละเครื่อง ซึ่งถ้าเราดูทีวีไม่ยอมเลิก ก็อาจจะโดนคนที่บ้านดุ หรือบังคับเปลี่ยนช่อง ส่วนถ้าเล่นคอมไม่ยอมปล่อยมือ ก็อาจจะต้องทะเลาะแย่งชิงเก้าอี้หน้าคอมกับพี่ ๆ น้อง ๆ ในบ้านอีกเหมือนกัน

พอพี่เริ่มโตขึ้นมาอีกหน่อย อุปกรณ์อย่างโทรศัพท์มือถือ ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น จนคล้าย ๆ จะกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ที่ทุกคนต้องมี เด็กวัยเรียนอย่างเราก็มีโทรศัพท์มือถือส่วนตัวกันแทบทุกคน ไม่ว่าจะมีเพราะความจำเป็นหรือแค่อยากมีก็ตาม และในช่วงนี้แหละ ที่เริ่มมีการพัฒนาฟังก์ชันต่าง ๆ ให้โทรศัพท์มือถือเป็นมากกว่าโทรศัพท์ ทั้งถ่ายรูปได้ อัดวิดีโอ ฟังเพลง เล่นเกม แชทคุยกับเพื่อน บางรุ่นก็เล่นอินเตอร์เน็ตได้ แม้จะยังไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่สำหรับเด็กอย่างพี่ในตอนนั้น มันเป็นความรู้สึกตื่นเต้นและตื่นตาอย่างบอกไม่ถูก เพราะในแต่ละปี มือถือรุ่นใหม่ ๆ ที่ทำอะไรได้มากกว่าเดิม ก็จะค่อย ๆ ออกมาสู่ตลาดให้พวกเราอยากได้อยากซื้อกัน จอขาวดำ กลายมาเป็นจอสี จากปุ่มกดแป้นพิมพ์ กลายเป็นหน้าจอสัมผัส จาก NOKIA ก็กลายเป็น iPhone ตามมาด้วย BB และรุ่นอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย

ต่อจากนั้น ต้องบอกเลยว่า เหมือนกะพริบตา 2 ที โลกทั้งใบก็เข้าสู่ยุคไฮเทคอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้แล้ว โทรศัพท์กลายเป็นปัจจัยที่ 5 อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่อุปกรณ์สื่อสารอย่างเดียวอีกต่อไป Smart Phone เป็นอะไรที่หาซื้อได้ง่าย และเป็นของใช้ของคนทุกเพศทุกวัย สิ่งที่เด็กอย่างพี่เคยคิดว่ามันสุดยอดมาก ๆ แล้ว ที่วันนึงโทรศัพท์จะกลายเป็นกล้องถ่ายรูปได้ มันกลับไม่ได้จบแค่นั้น เพราะทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่องก็เหมือนคอมพิวเตอร์หนึ่งตัวที่เราพกพาไปได้ทุกที่ จะ Search หาอะไรก็แค่จิ้ม ๆ เข้า Google บางคนพิมพ์งานส่งอาจารย์ด้วยมือถือแค่เครื่องเดียว หรือจะติดต่อเพื่อน เดี๋ยวนี้แทบไม่ต้องโทรหากัน บอกกันใน Line หรือใน Facebook Messenger แป๊บเดียวก็รู้เรื่องแล้ว หรืออยากจะซื้อของก็มีตลาดออนไลน์ให้เลือกร้านเลือกสินค้ากันได้มากมาย เบื่อ ๆ ก็โหลดเกมสนุก ๆ ภาพสวย ๆ มานั่งเล่นที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ ฟังก์ชั่นที่เคยมีอยู่แล้วอย่างกล้องถ่ายรูป ก็พัฒนาไปไกลจนเทียบเท่ากล้องคุณภาพดี ๆ ถ่ายรูปได้คมชัด จะแต่งรูปให้ยิ่งสวยก็แค่โหลดแอพมาปรับนู่นนิดนี่หน่อย บางคนถ่าย MV เพลงหรือทำหนังสั้นด้วยมือถือได้เลย นอกจากนี้โทรศัพท์มือถือปัจจุบันยังทำอะไรได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะดูดวง ตรวจหวย ดูทีวี ดูรายการย้อนหลัง ดูหนัง แต่งเพลง อัดเสียง ใช้เป็นเครื่องดนตรี ทำ Presentation ดูบอล เปิดเพลงฟังกับเพื่อน เป็นแผนที่เวลาไปเที่ยว จองตั๋วเครื่องบิน จองตั๋วหนัง เยอะจนเขียนได้เต็มหน้า A4 เลยล่ะมั้ง ซึ่งเรื่องพวกนี้ น้อง ๆ ก็คงรู้กันดีอยู่แล้วเนอะ

“…เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว”

ในเมื่อมันแทบจะ “…เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว” ขนาดนี้ ก็เลยไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ทุกวันนี้ เราจะเห็นผู้คนก้มหน้าก้มหน้าอยู่กับโทรศัพท์ส่วนตัวของแต่ละคน สำหรับวัยรุ่นวัยเรียนผมเกรียนกระโปรงยาว Smart Phone ก็เป็นสิ่งที่น้อง ๆ เกือบทุกคนคงมีกันอยู่แล้ว บางคนเอาไว้เล่นเวลาว่าง ๆ บางคนเล่นทุกเวลาไม่ว่าจะว่างหรือไม่ว่าง สิ่งหนึ่งที่ Smart Phone ต่างไปจากทีวี หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ก็คือความสะดวกและพกพาได้ง่าย นึกจะใช้จะดูหรือจะเล่นอะไรก็หยิบขึ้นมาได้ทันที อยากดูทีวีก็ไม่ต้องรอกลับไปดูที่บ้านเหมือนตอนพี่เป็นเด็ก อยากฟังเพลงก็แค่เปิด Youtube ไม่ต้องรอฟังทางวิทยุหรือเปิดคอมเปิดซีดีฟัง แล้วก็ไม่ต้องแย่งเล่นคอมกับใครอีกแล้ว

แต่ก็ด้วยความสะดวกสบาย หยิบง่ายใช้ง่ายนี่แหละมั้ง ที่อาจจะส่งผลเสียบางอย่างต่อเด็กวัยเรียน การอยากปุ๊บได้ปั๊บทำให้เราจดจ่อกับอะไร ๆ น้อยลง หรือเรียกอีกอย่างได้ว่า ไม่ค่อยมีสมาธินั่นเอง บางคนอ่านหนังสือไปเล่นโทรศัพท์ไป อ่านได้หนึ่งหน้า พักเล่นโทรศัพท์ชั่วโมงครึ่ง จนลืมไปแล้วว่าอ่านอะไรแต่จำ  เรื่องดราม่าที่อ่านในพันทิปมาได้แม่นกว่า หรือบางคนเล่นโทรศัพท์แม้แต่ในเวลาเรียน รู้ตัวอีกทีก็หมดคาบซะแล้ว ส่วนเด็กเล็ก ๆ บางคนในยุคนี้ก็ยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะพ่อแม่หลายคนเลี้ยงลูกด้วย Smart Phone หรือแท็บเล็ต ซึ่งนอกจากจะทำให้เด็กสมาธิสั้น หรือห่างเหินจากพ่อแม่พี่น้องและเพื่อนในวัยเดียวกันแล้ว แสงสีฟ้าจากหน้าจอยังสามารถส่งผลเสียต่อสายตาของเด็กอีกด้วย

ไหน ๆ เราก็คงปฏิเสธไม่ใช้ Smart Phone ไม่ได้แล้ว ในเมื่อทุกวันนี้ ทุกอย่างก็ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี แต่สำหรับเด็กวัยเรียนอย่างเรา ถ้ารู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ ใช้มันหาความรู้หรือหาเรื่องราวที่มีสาระอ่านบ้าง และใช้มันแต่พอดี แบ่งเวลาไปทำอย่างอื่นที่สนุก ๆ บ้าง มันก็น่าจะส่งผลดีต่อตัวเรา ต่อการเรียนและต่อชีวิตของเราได้เหมือนกันนะ

เทคโนโลยีเป็นนวัตกรรมจากมันสมองของมนุษย์ มันคงดีกว่าที่เราจะควบคุมมัน ไม่ใช่ยอมให้มันควบคุมบงการความคิดและวิถีชีวิตของเรา และมันคงจะดียิ่งกว่า ถ้าเรารู้ทัน คอยหลีกเลี่ยงและระมัดระวังโทษของมันได้ เพราะมันน่าจะทำให้เราใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้เต็มที่และดียิ่งขึ้น เพื่อช่วยให้คุณภาพชีวิตพัฒนาไปได้ทัน กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลกปัจจุบัน

เพิ่มเพื่อน